อบเชย ปลุกธาตุในตัวคุณ

อบเชย ปลุกธาตุในตัวคุณ

อบเชย ปลุกธาตุในตัวคุณ

             ในยุคนี้หากจะพูดถึงชื่อของอบเชยก็คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะอบเชยได้กลายมาเป็นส่วนนึงของอาหารคาวหวาน เบเกอรี่หรือใช้สำหรับปรุงยาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน นั่นก็เพราะกลิ่นที่หอมหวาน และรสชาติที่ละมุนลิ้นของอบเชยนั่นเอง

แต่จริง ๆ แล้วมีน้อยคนนะคะที่จะทราบว่าอบเชยที่เรารับประทานจนคุ้นปากคุ้นลิ้นกันอยู่ในทุกวันนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดหลากสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป่นอบเชยเทศ อบเชยจีน อบเชยญวณ อบเชยชวา หรืออบเชยไทยที่ต่างล้วนก็มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ส่วนจะแตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้บทความของเราได้ทำการรวบรวมมาไว้ให้ที่นี่แล้วค่ะ แต่ก่อนที่จะไปทำความรู้จักของอบเชยแต่ละประเภท ลองมาทำความรู้จักกับพืชสมุนไพรชนิดนี้เบื้องต้นกันสักนิดนะคะ อันที่จริงแล้ว อบเชยนั้นมีอยู่ด้วยหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไปตามสถานที่ปลูก และแหล่งผลิตที่ทำให้อบเชยของแต่ละประเทศมีกลิ่นและรสที่แตกต่างกัน โดยอบเชยที่แพงที่สุดและมีคุณภาพดีที่สุดเชื่อกันว่าเป็นอบเชยสายพันธ์ศรีลังกาหรืออบเชยญวณ รองลงมาคืออบเชยจีนและอบเชยเทศ ส่วนอบเชยของไทยจะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก นั่นก็เพราะอบเชยไทยจะมีเปลือกที่แข็งกว่าอบเชยพันธุ์อื่น ๆ

อบเชย

ส่วนอบเชยที่แพงที่สุดอย่างอบเชยศรีลังกานั้นจะมีความพิเศษกว่าอบเชยที่อื่นตรงที่จะมีดอกขนาดเล็กสีเหลืองและมีกลิ่นหอมแรงกว่าอบเชยพันธุ์อื่น เมื่อนำมาปรุงอาหารหรือเป็นส่วนผสมของเบเกอรี่จึงให้กลิ่นที่หอมชัดเจนมากกว่าตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้อบเชยของศรีลังกาเป็นที่นิยมในตลาดอาหารและเบเกอรี่และมีราคาแพงที่สุดนั่นเอง

ต่อมากันที่อบเชยญวณ เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กับสายพันธุ์อื่นทั้งทางด้านรูปร่างและกลิ่นที่ถือว่าหอมไม่แพ้อบเชยจีน อบเชยพันธุ์นี้จะให้รสหวาน และให้กลิ่นหอมที่ถึงแม้จะไม่เท่ากับอบเชยเทศแต่ก็ถือว่าเทียบเท่า โดยอบเชยพันธุ์นี้สามารถปลูกได้ดีมากในประเทศไทย และถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไทยใช้ส่งออกอีกด้วย

อีกหนึ่งสายพันธุ์ของอบเชยที่ได้รับความนิยมก็คืออบเชยสายพันธุ์จีน ที่ส่วนลำต้นอบเชยมีเนื้อในสีแดงเข้ม มีกลิ่นและรสหวานที่ใกล้เคียงกับสองสายพันธุ์แรก ใจกลางของดอกจะมีเกสรที่ให้ความหอม

อบเชยไทย เป็นอบเชยที่พบมากในป่าของประเทศไทย จะมีลักษณะของเปลือกที่หนา ดอกมีกลิ่นเหม็น และมีผลขนาดเล็ก จึงไม่นิยมนำมาทำอาหารหรือเบเกอรี่ แต่จะนิยมนำเปลือกของต้นอบเชยนี้ไปใช้ทำยาหอมหรือยานัตถุ์

ส่วนสรรพคุณของอบเชยเป็นที่ทราบกันดีว่าสามารถนำมาใช้ทั้งปรุงอาหารคาวหวาน ใช้ปรุงยา ซึ่งในทางการแพทย์ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็น

  • ส่วนของเปลือกและเนื้อไม้ ที่สามารถนำมาทำยาสำหรับบำรุงและสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ด้วยการนำมาบดทำยาหอมเพื่อช่วยลดอาการวิงเวียน แก้ปวดศรีษะ ลดอาการอ่อนเพลีย เปลือกของอบเชยจีนจะช่วยบำรุงธาตุไฟในระบบไต ตับ ม้าม และหัวใจได้ เปลือกต้นอบเชยไทยใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์รับประทานแก้เบื่ออาหาร ช่วยในการย่อยสลายไขมัน ควบคุมระดับไขมันในเลือด และควบคุมระดับคลอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ให้มีระดับต่ำลงรวมถึงยังช่วยต้านมะเร็ง ใช้เป็นยาแก้ไอ
  • ส่วนของใบ สามารถช่วยบำรุงธาตุ ช่วยชูกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกาย
  • ส่วนของรากมีสรรพคุณช่วยปลุกธาตุบำรุงธาตุ ช่วยทำให้เจริญอาหาร
  • ส่วนผงของอบเชย มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต

และถึงแม้ว่าอบเชยจะเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย และถูกนำมาใช้ปรุงรสทั้งกับอาหาร ขนมหวาน เบเกอรี่หรือนำไปใช้ในการปรุงยารักษาโรคและแก้อาการต่าง ๆ แต่ก็มีข้อห้ามสำหรับผู้ที่มีอาการไข้ ผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานเพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกายและครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานอบเชยในปริมาณที่มากเกินไปเพราะอาจส่งผลเสียต่อไตได้อีกด้วยค่ะ

แสดงความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้เหล่านี้ HTML แท็กและแอตทริบิวต์:

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>